วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นางอมรา กรรมการสิทธิมนุษย์ชน หรือ พันธมิตรตัวแม่ ??

ศ.ดร.อมรา พงศาพิฃญ์ประธาน กสม. อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ทีีอดีตก็เคยเป็นตัวตั้งตัวตี ที่มีปูมหลังเป็นเครือข่ายพันธมิตรของ นายสนธิ และอ.จ.จุฬา ที่ล่ารายชื่อ อาจารย์ นักศิกษามหาลัยจุฬา เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้ิิอหาขาดความชอบธรรมและจริยธรรมของผู้นำ
 จากแถลงการณ์ว่า ประธาน( กสม.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะมาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างมาร์ค กับ นปช. เมื่อวันที่18 มีนาคม 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงและตอบคำถามผู้สื่อข่าว ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)
นำโดย ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธาน กสม. เข้าพบที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความพร้อมตลอดเวลาในการเชื่อมต่อประสานงาน เพื่อปรึกษาหารือในกรณีที่มีข้อห่วงใยว่า จะเกิดความตึงเครียดหรือความไม่เข้าใจ และความสุ่มเสี่ยงต่อเหตุการณ์ความรุนแรง
 http://talk.mthai.com/topic/100947

นางอมรา ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำไมเธอคนนี้ถึงไม่เคยอยู่ข้างประชาชน

เทียนฟง คนตรงสามพันปี 



เปิดที่มานางอมรา ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำไมเธอคนนี้ถึงไม่เคยอยู่ข้างประชาชน

หลายๆท่านอาจจะจำไม่ได้ว่า ประธาน กสม.เคยทำอะไรไว้บ้าง ?

ปูม หลัง เครือข่าย นายสนธิ และอ.จ.จุฬา

- ท่านทราบหรือไม่ว่า ?
1. นายสนธิ เป็นเพื่อนสนิทกับอภิสิทธิ์

2. ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นลูกจ้าง บ.ผู้จัดการ ของนายสนธิ

3. ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ได้รับเลือกเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ด้วยคะแนนเสียงต่ำสุด เป็นอับดับที่ 3 จากการสรรหาคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมี ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวนิช เป็นกรรมการสรรหา โดยอ้างว่า
- ผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 (26 คะแนน) ไม่เหมาะสม
- แต่ ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ที่ได้ที่ 3 (8 คะแนน) มีความเหมาะสมด้วยเหตุผลที่ว่า “คณะรัฐศาสตร์ ควรจะลองของใหม่ๆ”

- ท่านสงสัยไหมว่า ?
ทำไม ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ พร้อม ศ.ดร.ชั่ยอนันต์สมุทรวนิช และคณะจึงอาศัยชื่อคณะรัฐศาสตร์ประกาศขับไล่นายกฯ ออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 2 กพ. ก่อนที่นายสนธิ จะชุมนุมในวันที่ 4 กพ.

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"มัลลิกา" ถีบก้น "เก่ง การุณ" - ยัวะยืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม.

 วันที่ 19 ต.ค.(วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตสายไหม เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมที่โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ปรากฏว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อจะตรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวเช่นเดียวกัน 

 ต่อมา เมื่อทราบว่าผู้ว่าฯ กทม.ยังอยู่ในห้องประชุม คณะของรมว.ไอซีที จึงตามเข้าไปในห้องประชุม เพื่อจะให้ข้อเสนอขอให้เร่งผันน้ำไปทางทิศตะวันออก ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าไปพูดคุยกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เพื่อเชิญให้เข้าร่วมประชุมที่ ศปภ.กับนายกรัฐมนตรีในเวลา 17.00น. วันเดียวกัน ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม.ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีเชิญมาแล้ว

 ผู้สื่อข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังพูดคุยกันอยู่ นายการุณได้เข้าไปยืนแทรกอยู่ด้านข้างของน.อ.อนุดิษฐ์และผู้ว่าฯ กทม. ทำให้บังหน้าน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมคณะมากับผู้ว่าฯ กทม. สร้างความไม่พอใจให้กับน.ส.มัลลิกาเป็นอย่างมาก และพยายามสะกิดเพื่อให้นายการุณหลบออกไป แต่ไม่สำเร็จ และทันทีที่น.อ.อนุดิษฐ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เดินทางออกจากห้องประชุมไป และเหลือเพียงนายการุณที่กำลังจะเดินตามออกไป น.ส.มัลลิกา ได้เข้าไปพูดกับนายการุณด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “ฉันรู้นะ ว่าเธอมาทำไม เธอทำอย่างนี้ไม่ถูก” แต่นายการุณ ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำให้ น.ส.มัลลิกาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ยกเท้าถีบไปที่ก้นของนายการุณเต็มแรงถึงกับหัวคะมำไปข้างหน้า สร้างความตกใจให้กับสื่อมวลชนบางส่วนที่ยังอยู่ในห้องประชุม

 จากนั้นผู้ที่พบเห็นก็รีบเข้าไปแยกและคลี่คลายสถานการณ์จนท้ายที่สุดผู้ว่าฯกทม.ได้สั่งปิดห้องประชุมห้ามบุคคลภายนอกและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป

 หลังเกิดเหตุน.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงว่า ช่วงที่ผู้ใหญ่พูดคุยกัน นายการุณมายืนค้ำหัวผู้ว่าฯ กทม. ตนจึงบอกให้นายการุณไปหาเก้าอี้มานั่งจะได้ไม่ต้องยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ แต่กลับถูกนายการุณพูดสวนว่า “ใหญ่แค่ไหนกูก็ไม่กลัว” จากนั้นจึงโต้เถียงกันไปมาเล็กน้อย จนกระทั่งผู้ใหญ่หารือกันเสร็จ และเดินทางออกจากห้อง ตนก็ถูกนายการุณพูดกระแนะกระแหน พร้อมกับยกก้นมาเบียดตนกระดันออกไป ทำให้ตนไม่พอใจจึงยกเท้าขึ้นถีบนายการุณ แต่ปรากฎว่าลูกน้องของนายการุณมายืนประกบข้างกับตนและทำท่าจะเอาเรื่องตน แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างต่างแยกย้ายกันกลับไป

 นายการุณ กล่าวว่า ตนไม่รู้เรื่องอะไรเลย และระหว่างนั้นไม่ได้สนใจว่าใครพูดอะไร ไม่ได้มีวิวาทะว่าใครจะพูดอะไร เมื่อตนเดินตามผู้ใหญ่ออกมาจากห้องประชุมก็ไม่รู้สึกว่าโดนถีบหรือทำร้าย แต่ได้ยินเสียงมีคนไปโวยวายกับน.ส.มัลลิกา และไม่ทราบว่ากลุ่มคนดังกล่าวเป็นใคร และมาดูเสื้อก็ไม่พบรอยเท้าแต่อย่างใด

 ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ให้ไปถามสื่อที่อยู่ในเหตุการณ์เอาเอง

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คณะกรรมการสิทธิ์ "คุณอมรา" มีไว้ทำไม

“อมรา” บ่น กก.สิทธิฯ ถูกโยงการเมือง เปรยไม่จำเป็นไม่ประกาศจุดยืนนิรโทษกรรม
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
  ลูกชาย “สมยศ” นักโทษหมิ่นสถาบัน ทวงถามจุดยืนประธาน กสม.นิรโทษกรรมเสื้อแดง ด้านเจ้าตัวบ่นถูกดึงเป็นคู่ขัดแย้งการเมือง เปรยถ้าไม่จำเป็นคงไม่ทำ วอนเข้าใจไม่มีอำนาจปฏิบัติ แค่รายงานเสนอภาครัฐ
     
       วันนี้ (1 ส.ค.) กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุตรชายของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักโทษคดีหมิ่นสถาบัน ได้เข้าพบนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อทวงถามจุดยืนของกรรมการสิทธิต่อการนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ายื่นหนังสือดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
     
       นางอมรา เปิดเผยว่า ในส่วนของกรรมการสิทธิฯมีการพูดคุยกันอยู่บ้าง และเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว และกรรมการสิทธิฯกำลังจะถูกดึงเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง การจะมีความเห็นในเรื่องนี้จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ดังนั้นที่หวังจะให้กรรมการสิทธิมีแถลงการณ์ หรือประกาศจุดยืนคงไม่ทำ แต่ถ้าเห็นว่าสถานการณ์มีความจำเป็นก็จะมีการหารือกันของกรรมการสิทธิทั้ง 7 คนอีกครั้ง
     
       อย่างไรก็ตาม อยากทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ใช่หน่วยปฏิบัติ แต่เป็นหน่วยงานที่ติดตามดูแลสถานการณ์ด้านสิทธิ เมื่อพบเห็นก็ทำรายงานและข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ซึ่งภาครัฐอาจจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็ได้
http://mgr.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000095022

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

PLEASE LEAVE YOUR COMMENT HERE


HTML Guestbook is loading comments...

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คอรัปชั่น อาชีพในฝัน ต้นทุนต่ำ กำไรสูง

บทความที่ดี ๆ จาก อาจารย์ดี ๆ ที่น่ากราบไหว้ 

ผมชอบสอนหนังสือเพราะเป็นการทำให้เราต้องตื่นตัวตลอดเวลา ต้องหาความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ ข้อมูลใหม่ อ่านหนังสือใหม่มาก ๆ  แต่ที่สำคัญคือ ได้เจอกับคำถามแปลก ๆ ชนิดตอบยาก เช่น

          “อาจารย์ครับ เท่าที่อาจารย์ผ่านมา อาชีพอะไร หรือธุรกิจอะไรที่ต้นทุนต่ำ กำไรเร็ว หรือรายได้ดีที่สุด และทุกคนทำได้ครับ”

          ผมก็หัวเราะแล้วก็ตอบว่า ถามเก่งนะ ยังนึกไม่ออกเลย เพราะที่คุณพูดนี่มันธุรกิจในฝัน หรืออาชีพในฝัน เท่าที่ผมทำธุรกิจมายังไม่เจอเลย ส่วนมาก กว่าจะได้ต้องเลือดตากระเด็นทุกอาชีพ ต้องลงทุน ต้องทำงานหนักกว่าจะได้กำไรแต่ละบาท ใช้เวลาหลายปี ธุรกิจที่ว่าน่าจะเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น ขายยาเสพติด หรือ ประเภทคาบลูกคาบดอกเช่น โรงแรมม่านรูด ฯลฯ ไหนใครนึกได้ช่วยบอกอาจารย์หน่อย อาจารย์จะได้รีบไปทำบ้าง

          ผมเกือบตกเก้าอี้ เมื่อนักศึกษาคนหนึ่งชูมือ แล้วบอกว่า “อาชีพ คอรัปชั่นครับ” ไม่ผิดกฎหมายง่ายมาก ต้นทุนต่ำมาก แต่กำไรสูงสุด และทุกคนทำได้ครับ

          พอผมตั้งสติได้ บอกให้ทุกคนในห้องปรบมือให้กับคำตอบที่ผมคาดไม่ถึง เพราะไม่นึกว่านี่เป็นอาชีพหรือธุรกิจปกติ แม้ในใจคิดขัดแย้งแต่ก็บอกไปว่า “คุณเก่งมากนะ คิดได้ไง แต่ขอร้องอย่าทำเลยนะม้นบาป เชื่อเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ไหม”

          จริงซินะ ถ้าจะบอกว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดทางธุรกิจ “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง” อาชีพคอรัปชั่น เข้าเกณฑ์เปี๊ยบเลย และวันนี้ผลการวิจัย คนในประเทศไทยส่วนใหญ่กว่า ๘๐ % ยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติในสังคม ยอมรับได้ ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ไม่ผิดกฎหมาย (เพราะไม่เคยจับได้สักที หาพยานและเอกสารยาก)และคนที่มีเป้าหมายในอาชีพนี้ชัดเจน คือ นักการเมือง และข้าราชการประจำ ส่วนหนึ่ง ที่มุ่งเป้าในการแสวงอำนาจ แม้กระทั่งลงทุนซื้อตำแหน่ง ซื้อเก้าอี้ ซื้อเสียง เพื่อไปถอนทุนภายหลัง...ใช่เลย

          ผมได้แต่ตอบนักศึกษาพร้อมกับหัวเราะว่า นี่เป็นวิชาที่ผมสอนไม่ได้ ไม่มีประสบการณ์ เป็นอาชีพที่กลัวที่สุด เกลียดที่สุด และแม้แต่คิดก็ยังไม่กล้า ทั้งที่ในเส้นทางธุรกิจที่ผ่านมา ล้วนเย้ายวนใจที่สุดเมื่อมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจก็จะมีช่องทาง แต่ผมก็เห็นเพื่อนทางธุรกิจของผมเขาทำแบบหน้าตาเฉย ไม่กลัวบาป ไม่อายบาป ผมยอมรับว่าตัวเราขี้ขลาด “ใจไม่ถึง” และก็คิดเหมือนก้น ถ้าทำป่านนี้ผมคงรวยไปนานแล้ว ไม่ต้องลำบากจนแก่หรอก แต่ผมว่าผมอยู่อย่างนี้ พอมีพอกิน มีความสุขดีแล้ว ไปไหนก็ไม่ต้องกลัวใครเขานินทาลับหลัง ไปเจอหน้าใครก็ไม่ต้องสะดุ้งตกใจกลัวใครจะรู้ความลับเข้า

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

15 ปีในความทรงจำ..... พล.อ.สุจินดา คราประยูร มอง"คมช."จากประสบการณ์ตรง







15 ปีในความทรงจำ..... พล.อ.สุจินดา คราประยูร มอง"คมช."จากประสบการณ์ตรง

          "จนถึงวันนี้ผมมีแนวความคิดว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง .....ควรที่จะมีทางออกเมื่อหานักการเมืองไม่ได้ ก็หาผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นแทน ซึ่งเป็นเพียงแนวความคิด แต่ก็มีผู้คนต่อต้าน ไปคิดว่าจะมีการต่อท่ออำนาจการเมือง ไปคิดแค่นั้นแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่มองระยะยาว....."
          คงไม่มีใครคาดคิดว่า "ภาพประวัติศาสตร์" การเมืองไทยเมื่อ 15 ปีก่อน ในยุคสมัยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มี "บิ๊กทหารคนสำคัญ" เข้าร่วมกระทำการยึดอำนาจการปกครองของรัฐบาล "น้าชาติ" พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จะมาบังเกิดขึ้นอีกครั้งในการเมืองไทย "ยุคโลกาภิวัตน์" ที่เริ่มเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่ด้วยสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันที่ "นักการเมือง" มีพฤติกรรมไม่ต่างไปจากในอดีต ทำให้สภาวการณ์ทางการเมืองไทย ต้องหันมาใช้ "การรัฐประหาร-ยึดอำนาจ" ด้วยกำลังทหารเป็นทางออกแก้วิกฤตการเมือง
          ดังนั้น เมื่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย "ซ้ำรอยเดิม" เข้าสู่ขั้นตอนการเริ่มนับหนึ่งใหม่ "มติชน" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ "อดีตบิ๊ก รสช." ที่ชื่อ "บิ๊กสุ" พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ผู้ผ่านประสบการณ์ตรง เพื่อได้รับรู้ถึงมุมมองและแนวความคิดที่มีต่อการเมืองไทยเวลานี้ ภายใต้การนำของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน คมช. ซึ่งไม่แตกต่างไปจากยุค รสช.เรื่องอำนาจ
          ทั้งนี้ ห้วงชีวิตของ พล.อ.สุจินดาถือเป็นจุดพลิกผัน เพราะหลังกระทำการยึดอำนาจรัฐบาล "น้าชาติ" และมีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 พรรคการเมือง 5 พรรค คือ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคราษฎร ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุนให้พล.อ.สุจินดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของไทยในวันที่ 7 เมษายน 2535
          และเหตุการณ์นี้เองที่เป็น "ชนวนสำคัญ" ที่มีประชาชนออกมาต่อต้านการ "นำคนนอก" ที่ไม่ใช่ ส.ส. เข้ามานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จนนำมาสู่เหตุนองเลือด "พฤษภาทมิฬ" ในห้วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่มีการต่อสู้จนเกิด "เหตุนองเลือด" ของคนไทยด้วยกันเอง และในที่สุด พล.อ.สุจินดาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 รวมระยะเวลาใน "เก้าอี้ผู้นำประเทศ" เพียง 45 วัน
 มอง พล.อ.สนธิ กับการยึดอำนาจครั้งนี้เป็นอย่างไร
          เขาก็เป็นคนดี เป็นคนใช้ได้ เพราะความจริงการปฏิบัติการเขาใช้ความเสี่ยงมาก และเขาเพิ่งขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ยังไม่ได้คุมอำนาจได้เต็มที่ ทหารอีกฝ่ายที่เป็นของคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ก็มากพอสมควร แต่เขายังดำเนินการไปได้สำเร็จลุล่วง ถือว่าเขาเป็นคนบุคลิกดี ทำงานดี และโดยลักษณะท่าทางไม่น่าจะเป็นคนที่คิดจะเล่นการเมืองต่อไป
  แต่การปฏิวัติทุกครั้งทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังกลับไป
          ถอยหลังเพราะไม่มีทางออกให้เขา นักการเมืองก็เห็นด้วยทุกครั้ง ซึ่งตัวนักการเมืองนี่แหละตัวดี ยุให้ทำด้วยซ้ำ (หัวเราะ) เพราะตัวเองไม่มีทางสู้
  ที่ผ่านมา พล.อ.สนธิได้ขอคำแนะนำหรือเข้ามาปรึกษาการทำงานหรือไม่
          ไม่มี อย่าไปเชื่อว่ามีการเดินทางมาขอคำแนะนำจาก รสช. ไม่มี (หัวเราะ)
  ปฏิวัติครั้งนี้หากเปรียบกับสมัย รสช. มีเหตุผลเงื่อนไขเพียงพอหรือไม่
          รู้สึกว่าครั้งนี้จะรุนแรงกว่า เพราะทุกคนต่อต้านระบอบทักษิณหมด ผมไม่เข้าใจนะว่าเขาจะถูกหรือผิด แต่พรรคการเมืองอื่นมองว่าลงเลือกตั้งก็สู้ไม่ได้ ซึ่งผมว่าผิดนะ พรรคการเมืองเมื่อเล่นการเมือง แต่กลับไม่ส่งคนลงสมัคร และหากดูการยุบสภาตามความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่ผมมี ประเทศอื่นไม่ว่าอังกฤษ มาเลเซีย เขาก็มีการยุบสภา หากพรรครัฐบาลอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบจะได้มีผู้แทนมากขึ้น
  พ.ต.ท.ทักษิณจำเป็นที่ต้องให้อยู่นอกประเทศหรือไม่
          ผมยังสงสัยว่าเอาอะไรไปห้ามท่านไม่ให้เข้าประเทศ สิทธิทุกประการของคนไทย เนรเทศไม่ได้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่กล้าเข้ามาเอง เพราะกลัวว่าหากเข้ามาจะถูกจับ หรือเป็นอันตราย แต่หากจะเข้ามาก็สามารถทำได้ ไปห้ามอะไรเขาไม่ได้ เพราะจะไปเนรเทศคนไทยทำไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนไทย หากผิดก็ติดคุกไปเท่านั้น
   พล.อ.สนธิเคยระบุว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาประเทศจะไม่รับรองความปลอดภัย
          เหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มาก็เรื่องนี้แหละ (หัวเราะ) บางครั้งต้องเห็นใจทหาร เพราะเป็นคนพูดอะไรตรงไปตรงมา ไม่ค่อยมีความจัดเจนการเมือง การต่างประเทศเท่าใดนัก
  การเดินเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีโลกล้อมประเทศไทย
          เป็นเพราะเราไม่ทำความผิดของเขาให้ออกมา ทำอย่างไรให้มีการฟ้องศาลแล้วสรุปความผิดออกมา เมื่อผลออกมาประชาชนก็ไม่เชียร์เขาเอง เพราะได้รู้ความจริง ดังนั้น ต้องไปเร่งผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะผมไม่รู้ว่าอำนาจอยู่ที่ใครที่จะลงโทษ
  คมช.สุภาพเกินไปไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา
          คนที่ไม่รู้กฎหมายก็จะบอกว่าทำไมไม่ยึดอำนาจไปเลย เหมือนสมัยของ รสช. ที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบ ซึ่ง พล.อ.สิทธิ จิระโรจน์ ท่านยังเสียใจอยู่เลย เพราะเขาไปเชื่อคนอื่นมาหาว่าเราตั้งศาลเตี้ย ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสต่อสู้ ทำไมไม่ไปฟ้องศาล เราก็เชื่อแล้วปล่อยคดีขึ้นศาล สุดท้ายเป็นไงก็หลุดหมดเลย คนก็มาด่าเรา เพราะเมื่อเราจะยึดไปเลย อีกฝ่ายก็มาว่าเป็นศาลเตี้ย พิพากษาเอง เราก็เลยตกลงเอาคดีขึ้นศาล
  การปฏิวัติครั้งนี้มองว่ามีความเด็ดขาดหรือไม่
          หากเด็ดขาดก็ต้องยึดทรัพย์ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะอีกอย่างการสอบสวนมันเป็นเรื่องยาก เพราะข้าราชการและลูกน้องที่ทำงานอยู่ก็เป็นของคนเก่าๆ เยอะแยะ เราจะไปรู้ได้ไงว่าใครเป็นคนของใคร ข้างบนก็จ้องเล่นงานแต่หลักฐานไม่ขึ้นมาสักที
 จากประสบการณ์ที่เคยกระทำการยึดอำนาจมามีอะไรที่จะแนะนำ คมช.บ้าง
          (หัวเราะ) ไม่อยากไปแนะนำ เพียงแต่ทำสิ่งที่เป็นจุดมุ่งหมายในการยึดอำนาจออกมาให้เป็นผล แล้วไม่ต้องไปกลัวคลื่นใต้น้ำอะไรทั้งนั้น เพราะประชาชนเขาพร้อมที่จะสนับสุนน เขาเป็นใจให้แล้ว
  หลายคนเปรียบเพื่อน ตท.6 เหมือนยุคสมัย รสช. ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น จปร.5 ที่เรืองอำนาจ
          คนข้างนอกยังเข้าใจผิดมองว่าเป็นการเล่นพวก เป็นการเข้าใจผิด เคยพูดหลายครั้งว่ามันเป็นจังหวะของรุ่น โดยเฉพาะทหารซึ่งแต่ละตำแหน่งอยู่ประมาณ 3 ปี คนถัดไปอีก 2 รุ่นไม่ได้เป็น เมื่อคอยไม่ไหวก็ต้องย้ายไปเอาตำแหน่งที่อื่น มันเป็นอย่างนี้เป็นจังหวะเช่นนี้ และหากความสามารถเท่ากันก็ต้องเอาคนที่เราไว้ใจมากกว่า ซึ่งคนที่ไว้ใจก็คือเพื่อน เพราะพูดกันง่ายรู้เรื่อง ก็หาว่าไปเล่นพวก ก็เหมือนกันทั้งนั้น เพราะเราต้องไว้ใจคนใกล้ชิดก่อน แต่ผมไม่เคยมองลูกน้องเลยว่าใครรุ่นไหน ไม่เคยรู้ ไม่เคยถามด้วย เพราะผมไม่คำนึง และไม่ก้าวก่าย ผมจะดูเฉพาะระดับ พล.อ.เท่านั้น ระดับอื่นให้เขาไปดูกันเอง
  คณะนายทหาร รสช. กับ คมช. มองว่ายุคไหนมีความความแนบแน่นกว่ากัน
          ความแน่นหนาของ คมช. คงจะสู้ยุค รสช. ไม่ได้ เพราะ รสช.ทำออกมาเกือบจะเป็นรุ่นเดียวกันหมดที่คุมกำลังทั้งหมด แต่ คมช.ไม่แน่นเท่าไหร่
  มองว่าจะเกิดปัญหาความแตกแยกภายใน คมช.เองหรือไม่

          เรื่องนี้มีคนพูดกันมาก แต่ไม่น่าจะเกิด เพราะไม่มีใครที่จะปฏิวัติหรือทำอะไรได้เพื่อตัวของตัวเอง ไม่มี เพราะไม่มีใครเอาด้วย จะบอกว่าเอ๊ยอั้วไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารบกปฏิวัติมันเลย ไม่มีทางสำเร็จ ทหารคนไหนปฏิวัติเพื่อตัวเองไม่มีทาง ไม่มีลูกน้องคนไหนเอาด้วย
  คมช.จะปฏิวัติซ้ำเพื่อให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ

          ก็มีการพูดกันมาก แม้แต่ในทางโหราศาสตร์ ผมคิดว่าอาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน คือ จะทำรูปแบบไหนไม่รู้ แต่จะทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาอะไรที่มันคาราคาซัง เหมือนสมัยที่ พล.อ.ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังปฏิวัติตนเอง อาจจะเป็นไปได้ เพราะบางทีที่เขาต้องการจะทำตามจุดมุ่งหมายในสิ่งที่เขายังทำไม่ได้ ซึ่งมีตำรวจคนหนึ่งมาบอกผมว่ารับรองว่าคดีทั้งหลายเอาผิดใครได้ยินดีจะเลี้ยงโต๊ะจีน แม้แต่คดีสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะ คตส.ทำงานไม่เป็น มีตำรวจมาพูด จนคราวหลังต้องเชิญตำรวจมาร่วมตรวจสอบ
  หาก คมช.คิดต่ออำนาจทางการเมืองเป็นการคิดถูกหรือผิด
          เขามีบทเรียนมาแล้ว เขาไม่น่าจะทำอะไรที่เป็นข้อบกพร่องที่เป็นความผิดพลาดในอดีต โดยเฉพาะคณะปฏิรูปในขณะนี้ คงไม่คิดที่จะเล่นการเมืองโดยจิตใจ
   คมช.จะต่อท่ออำนาจการเมืองผ่าน พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช.
          พล.อ.วินัย เกือบจะไม่ได้อยู่กับหน่วย และเมื่อดูแล้วไม่น่าจะมีใครต่ออำนาจทางการเมือง
  รัฐบาลชุดนี้จะอยู่บริหารประเทศจนครบวาระหรือไม่
          ยังไงก็ต้องไปให้ถึง เพราะถ้าไปไม่ถึงก็ยิ่งแย่ ต้องไปให้ถึงไปให้ครบจนได้ มีการเลือกตั้งจนได้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความแตกแยกของคนในประเทศ ซึ่งมีการแตกแยกกันรุนแรง และยิ่งแก้ยาก เพราะอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วมองอีกฝ่ายเป็นศัตรู
  นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ เปรียบรัฐบาลเป็นฤๅษีเลี้ยงเต่าท่านมองอย่างไร
          (หัวเราะ) สมัยอาจารย์เสนีย์ ปราโมท เป็นรัฐบาล ท่านเป็นฤๅษีเลี้ยงลิง สมัยนี้เลี้ยงเต่าก็คือทุกคนช้าไปหมด แต่เราต้องเห็นใจเขา
  กรณีที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มองว่ารัฐบาลชุดนี้จะเกิดปัญหาหรือไม่
(หัวเราะ) แล้วทำไมเขาปล่อยให้คุณสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) มีอำนาจมากนักล่ะ
  รัฐบาลต้องการให้นายสนธิมาประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเก่า
          กลุ่มอำนาจเก่าไม่มีอะไรน่ากลัว หากทำออกมาได้ว่าเขาผิด ทำผลงานให้ออกมาเร็วๆ ทั้งรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิสูจน์ออกมาให้ได้ว่าเขาผิด เพราะเรื่องทุจริตมีมากมายทั้งเรื่องคลองด่าน สุวรรณภูมิ โครงการเป็นหมื่นๆ ล้าน เร่งพิสูจน์ออกมา ทำไมถึงให้มันเงียบไปหมด ทำความจริงให้ออกมาไม่ต้องไปกลัว
  รัฐบาลชุดนี้บริหารงานมาถูกทางหรือไม่
          คนก็มองว่าผลงานไม่ออก ไม่รู้ว่าไปติดขัดอะไร อาจเป็นเพราะกฎหมายไม่ให้อำนาจ เจ้าหน้าที่ก็กลัวว่าทำไปแล้วจะกลับมาถูกฟ้องภายหลัง สมมุติว่าบอกว่าเรื่องนี้ทุจริต แต่เมื่อฟ้องไปสรุปไม่เป็นจริง เขาก็กลับมาฟ้องกลับ อธิบดีก็โดนไป สู้เขาไม่ทำดีกว่า (หัวเราะ)
  นายกรัฐมนตรีก็เริ่มเครียดและถูกมองว่าท่านกำลังจะถอดใจ
          คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่เสียสละจริงๆ ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อเขารับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นคนที่เสียสละมาก แต่ความเหลวแหลกของระบบของอะไรต่างๆ ต้องแก้ไขกันมาก ผลงานที่ไม่ค่อยมีเพราะติดอะไรหลายอย่าง และ พ.ต.ท.ทักษิณก็เป็นคนที่มีความสามารถสูง ทุกคนต้องยอมรับว่าสมัยเขาเป็นนายกรัฐมนตรีโครงการออกมาเยอะ ถูกบ้างผิดบ้าง เราก็ไม่รู้นะ แต่คนเขาเห็นว่าเป็นคนทำงานไว เป็นนักบริหาร ใครมาเป็นต่อก็เหนื่อย เฉพาะที่ตามแก้เรื่องที่ไม่ถูกต้องก็แย่อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูดไม่ถูกและผิดหลักแน่ๆ คือ หากจังหวัดไหนเป็นไทยรักไทยให้สนับสนุนจังหวัดนั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดหลักที่สุดของประชาธิปไตย และควรจะถูกด่ายับไปแล้ว เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ควรจะพูดเช่นนั้น
  ปัญหาที่จะทำให้สถานการณ์การเมืองสะดุดชะงักงันจะเกิดขึ้นหรือไม่
          หากพูดถึงความวุ่นวายทางการเมือง ไม่น่าจะมี ยกเว้นเรื่องรัฐธรรมนูญ และเศรษฐกิจ เพราะทุกพรรคสนับสนุน ยกเว้นแค่พรรคไทยรักไทยเท่านั้น ห้วงเวลาที่ต้องระวังตามที่โหรทำนาย หรือตามที่มีคนเขาพูดกัน คือ ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนนี้ คงต้องติดระวัง (หัวเราะ)
  มองว่าขั้วอำนาจเก่าจะสามารถกลับมามีอำนาจได้หรือไม่
          โอกาสที่จะกลับมาสูงพอสมควร เพราะหากเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง เขายังมีโอกาส ทุกพรรคยังต้องกลัว เพราะโครงการประชานิยมเขายังได้รับความนิยมอยู่ ดังนั้น ผู้ที่ตรวจสอบอยู่ต้องรีบให้เขาทำ เร่งออกมาให้เห็นว่าผิดชัดเลยว่าโกงอะไรไปบ้าง พี่น้องเอาไปเท่าไหร่ ซึ่งบางคนยังเคยเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ขณะนี้กับมาเป็นมหาเศรษฐีก็มี 
  มองแนวคิดนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งอย่างไร
          จนถึงวันนี้ผมมีแนวความคิดว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะหากนักการเมืองที่อยากจะเป็น เมื่อเขามีเสียงข้างมาก ใครอยากจะเอาคนนอกเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี หากเขาได้ทำไมเขาจะเอาคนนอกเข้าไป เขาก็ต้องเอานักการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ควรที่จะมีทางออกเมื่อหานักการเมืองไม่ได้ ก็หาผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นแทน ซึ่งเป็นเพียงแนวความคิด แต่ก็มีผู้คนต่อต้าน ไปคิดว่าจะมีการต่อท่ออำนาจการเมือง ไปคิดแค่นั้นแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่มองระยะยาว เหมือนอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนยึดอำนาจ 19 กันยายนที่ผ่านมา หากมีการระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องมายึดอำนาจกัน
  เห็นด้วยกับแนวความคิดนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
         ผมเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์เลย เพราะผมมีความรู้สึกว่าหากนักการเมืองพร้อมที่จะเป็นใครเขาจะให้คนอื่นเป็น แต่พวกนี้มองแต่การสืบทอดอำนาจ จะแก้เฉพาะจุดนี้แต่ระยะยาวทำอะไรไม่ได้ และไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดยิบกระดิกตัวไม่ได้ รัฐธรรมนูญไม่ควรมีหลายมาตรา และมีเฉพาะที่จำเป็น ควรเขียนกว้างๆ แล้วไปวางหลักเกณฑ์ในกฎหมายลูกดีกว่า ซึ่งการทำประชาพิจารณ์ ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะประชาชนจะรู้อะไร ขนาดผมเองรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมายังไม่ได้อ่านเลย เพราะเป็นคนไม่สนใจการเมือง ลองไปถามประชาชนว่ามีกี่มาตรา เขายังไม่รู้เลย แล้วจะทำประชาพิจารณ์เพื่ออะไร ประชาชนรู้อะไร
  การเมืองไทยจะมีการปฏิวัติซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่
          ไม่มีใครอยากให้มี ผมเองยังไม่เคยคิดเลยว่าจะมีการยึดอำนาจอีก เพราะมองแล้วว่ายากด้วยสังคมโลก ทหารเองก็ไม่อยากปฏิวัติ ทหารไม่อยากยุ่ง และทหารไม่มีความชำนาญในการเล่นการเมืองเพราะทหารพูดดำเป็นขาว พูดขาวเป็นดำไม่เป็น เห็นทหารที่ออกมาเล่นการเมืองแล้วมีใครประสบความสำเร็จบ้าง ไม่มี ทหารมันเห็นไอ้นี่ผิดแล้วบอกถูกไม่ได้ คนที่ค่อนข้างเตรียมตัวทางการเมืองมากหน่อยก็มี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่ยังไปไม่รอดเลย เพราะคุมนักการเมืองที่เป็นลูกน้องไม่อยู่ ไม่เหมือนในกองทัพ บอกหันซ้ายก็หันซ้าย บอกหันขวาก็หันขวา ไปบอกนักการเมือง เขาตอบกลับเอาเงินมาสิ การเมืองไทยถ้าทำให้การเลือกตั้งไม่ใช้เงินได้ก็ไปรอด